1. ปรับปรุงกระบวนการโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- วิเคราะห์การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ในปัจจุบัน และหาว่ามีจุดไหนที่สามารถปรับปรุงได้
- ออกแบบและจัดระบบการทำงานด้านโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น
- ศึกษาเวลาในการทำงาน วางผังพื้นที่ และทำแผนผังกระบวนการ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายและจัดการวัสดุเป็นระเบียบและคล่องตัวมากขึ้น
2. ประสานงานซัพพลายเชน
- ประสานงานกับทีมจัดซื้อ ผลิต คลังสินค้า และขนส่ง เพื่อให้การไหลของวัสดุเป็นไปอย่างราบรื่นไม่สะดุด
- ติดตามระดับสินค้าคงคลังและสนับสนุนการวางแผนความต้องการสินค้า เพื่อป้องกันปัญหาของขาดหรือของคงเหลือมากเกินไป
- ช่วยดูแลการจัดการซัพพลายเออร์ และให้มั่นใจว่าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปถูกส่งมอบตรงเวลา
3. วิเคราะห์ข้อมูลและการรายงานผล
- ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามประสิทธิภาพงานโลจิสติกส์ เช่น ระยะเวลาดำเนินงาน ค่าใช้จ่าย ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือในการจัดส่ง
- จัดทำรายงานและเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อพัฒนาตัวชี้วัด (KPIs) ให้ดีขึ้น
- สนับสนุนการจัดทำงบประมาณและการควบคุมต้นทุนด้วยการวิเคราะห์ต้นทุนอย่างละเอียด
4. บริหารจัดการขนส่งและกระจายสินค้า
- ปรับปรุงเส้นทาง รูปแบบการขนส่ง และตารางการขนส่งให้มีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบ)
- ประเมินผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และตรวจสอบให้เป็นไปตามเงื่อนไขและระดับการให้บริการ (SLA) ที่กำหนด
- แก้ไขปัญหาการจัดส่ง ความล่าช้า หรือคอขวดด้านการขนส่งอย่างทันท่วงที
5. ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement – CI)
- นำโครงการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยใช้แนวทาง Lean, Kaizen หรือ Six Sigma
- นำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดมาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของคลังสินค้า การขนส่ง และการกระจายสินค้า
- สนับสนุนโครงการอัตโนมัติและการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เช่น WMS, TMS, บาร์โค้ด, RFID เป็นต้น
6. ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance & Safety)
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากิจกรรมด้านโลจิสติกส์ทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของบริษัท มาตรฐานความปลอดภัย และข้อกำหนดทางกฎหมาย
- ส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และดำเนินการประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ